วิธีตั้งงบซื้อบ้านให้เหมาะกับรายได้และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

การซื้อบ้านเป็นเป้าหมายสำคัญของหลายคน แต่สิ่งที่ต้องคิดให้รอบคอบไม่ได้มีเพียงราคาบ้านหรือจำนวนเงินดาวน์เท่านั้น เพราะเมื่อเป็นเจ้าของบ้านแล้วจะมีทั้งค่างวดผ่อนบ้าน ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในครอบครัว รวมถึงเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หากตั้งงบซื้อบ้านสูงเกินกว่ารายได้ที่มีอยู่ อาจทำให้ต้องลดค่าใช้จ่ายจำเป็นหรือมีภาระหนี้จนขาดสภาพคล่องในระยะยาว ดังนั้น วิธีตั้งงบซื้อบ้านให้เหมาะกับรายได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรทำก่อนเริ่มมองหาโครงการบ้านหรือยื่นขอสินเชื่อ การประเมินรายได้ ค่าใช้จ่าย และความสามารถในการผ่อนบ้านอย่างเป็นระบบจะช่วยให้รู้ว่าควรซื้อบ้านราคาเท่าไรจึงจะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และยังสามารถวางแผนการเงินหลังซื้อบ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

วางแผนงบซื้อบ้านจากรายได้และค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ

การกำหนดงบซื้อบ้านที่เหมาะสมควรเริ่มจากการมองภาพรวมทางการเงินของตัวเอง ไม่ควรเริ่มจากการเห็นบ้านที่ชอบแล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่าผ่อนไหวหรือไม่ เพราะราคาบ้านที่เหมาะสมกับแต่ละคนแตกต่างกันตามรายได้ ภาระหนี้ เงินเก็บ และรูปแบบการใช้ชีวิต หากมีรายได้สูงแต่มีหนี้รถ บัตรเครดิต หรือภาระดูแลครอบครัวจำนวนมาก กำลังซื้อบ้านที่แท้จริงก็อาจต่ำกว่าที่คาดไว้ ในทางกลับกัน ผู้ที่มีรายได้ระดับเดียวกันแต่มีค่าใช้จ่ายประจำไม่มากและไม่มีหนี้ก้อนอื่น ก็อาจสามารถตั้งงบซื้อบ้านได้สูงกว่า

เริ่มจากการคำนวณรายได้สุทธิและค่าใช้จ่ายประจำ

ก่อนกำหนดราคาบ้านควรรวบรวมรายรับที่ได้รับจริงในแต่ละเดือน แล้วหักค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำ เพื่อดูจำนวนเงินที่เหลือสำหรับการผ่อนบ้านและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย การคำนวณควรใช้รายได้สุทธิที่ได้รับจริงมากกว่ารายได้ก่อนหักภาษีหรือรายการหักต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเลขใกล้เคียงกับสถานการณ์ทางการเงินในชีวิตประจำวันมากที่สุด

  • รายได้ประจำและรายได้เสริมที่มีความสม่ำเสมอ
  • ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต และค่าโทรศัพท์
  • หนี้สินเดิม เช่น รถยนต์ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล
  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับครอบครัวและผู้ที่อยู่ในความดูแล
  • เงินออมและเงินสำรองฉุกเฉินที่ต้องกันไว้ทุกเดือน

กำหนดวงเงินผ่อนบ้านที่ไม่ทำให้ชีวิตประจำวันตึงเกินไป

การมีสิทธิ์กู้เงินจำนวนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าควรใช้วงเงินกู้ทั้งหมด การตั้งงบซื้อบ้านควรมองจากจำนวนเงินที่สามารถผ่อนต่อเดือนได้อย่างสบาย โดยยังเหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นและการออม หากค่างวดบ้านกินสัดส่วนรายได้มากเกินไป แม้ในช่วงแรกจะยังสามารถชำระได้ แต่เมื่อมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน รายได้ลดลง หรือมีภาระใหม่เข้ามา ก็อาจเกิดปัญหาสภาพคล่องได้ การเลือกบ้านที่มีราคาต่ำกว่าวงเงินสูงสุดที่ธนาคารประเมินจึงอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

อย่าลืมค่าใช้จ่ายหลังซื้อบ้าน

นอกจากค่างวดสินเชื่อบ้านแล้ว เจ้าของบ้านยังควรเตรียมงบสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังการเข้าอยู่อาศัย เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมแซม ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า และค่าเดินทางที่อาจเพิ่มขึ้นหากบ้านอยู่ห่างจากที่ทำงาน การนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มารวมไว้ในแผนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เห็นต้นทุนการมีบ้านได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

คำนวณงบซื้อบ้านอย่างไรให้สัมพันธ์กับความสามารถในการผ่อนบ้าน

เมื่อทราบรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว ขั้นต่อมาคือการประเมินว่าควรตั้งงบซื้อบ้านไว้ในช่วงใด หลักสำคัญคืออย่าดูเฉพาะราคาขาย แต่ควรพิจารณาค่างวดที่ต้องรับผิดชอบในระยะยาวด้วย เพราะสินเชื่อบ้านเป็นภาระทางการเงินที่อาจอยู่กับผู้กู้เป็นเวลาหลายสิบปี การคำนวณงบซื้อบ้านจากค่างวดที่เหมาะสมจึงช่วยให้การเลือกบ้านมีความแม่นยำกว่าการกำหนดจากราคาที่ต้องการเพียงอย่างเดียว

แยกความสามารถในการผ่อนออกจากวงเงินกู้สูงสุด

ผู้ซื้อบ้านควรแยกคำว่า “กู้ได้เท่าไร” ออกจาก “ควรกู้เท่าไร” ให้ชัดเจน วงเงินที่สถาบันการเงินสามารถอนุมัติได้เป็นเพียงกรอบหนึ่งในการพิจารณา แต่ผู้ซื้อควรประเมินความสามารถในการผ่อนของตัวเองร่วมด้วย หากหลังหักค่างวดบ้านและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วแทบไม่มีเงินเหลือ การลดงบประมาณบ้านลงอาจช่วยให้ฐานะการเงินมีความยืดหยุ่นมากกว่า

  1. คำนวณรายได้สุทธิที่ได้รับต่อเดือน
  2. รวมค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระหนี้ที่มีอยู่
  3. กำหนดจำนวนเงินที่สามารถนำมาผ่อนบ้านได้โดยไม่กระทบชีวิตประจำวัน
  4. เผื่อค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านและเงินสำรองฉุกเฉิน
  5. นำงบผ่อนที่ได้ไปเปรียบเทียบกับราคาบ้านและเงื่อนไขสินเชื่อ

เงินดาวน์มีผลต่อการตั้งงบซื้อบ้านอย่างไร

เงินดาวน์เป็นอีกองค์ประกอบที่มีผลต่อจำนวนเงินที่ต้องกู้และภาระผ่อนในอนาคต หากมีเงินดาวน์มากขึ้น จำนวนเงินกู้ก็อาจลดลง ส่งผลให้ค่างวดและดอกเบี้ยโดยรวมมีโอกาสลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำเงินเก็บทั้งหมดไปใช้เป็นเงินดาวน์จนไม่เหลือเงินสำรอง เพราะหลังซื้อบ้านอาจมีค่าใช้จ่ายก้อนอื่นตามมา การจัดสรรเงินให้มีทั้งเงินดาวน์ เงินค่าใช้จ่ายวันโอน และเงินสำรองจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ตัวอย่างการแบ่งเงินก่อนซื้อบ้าน

ผู้ที่กำลังวางแผนซื้อบ้านอาจแยกเงินเก็บออกเป็นหมวดเพื่อให้เห็นสถานะทางการเงินชัดเจน เช่น เงินสำหรับดาวน์บ้าน เงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน เงินสำรองฉุกเฉิน และเงินสำหรับการตกแต่งหรือย้ายเข้าอยู่ วิธีนี้ช่วยป้องกันการนำเงินก้อนเดียวไปใช้จนหมดและต้องกลับมาก่อหนี้เพิ่มหลังจากซื้อบ้านแล้ว

  • เงินดาวน์: สำหรับลดจำนวนเงินที่ต้องกู้
  • เงินค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน: เตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม
  • เงินสำรองฉุกเฉิน: เก็บไว้รองรับเหตุการณ์ที่ทำให้รายได้หรือค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลง
  • เงินสำหรับเข้าอยู่อาศัย: ใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการปรับพื้นที่ที่จำเป็น

ปรับงบซื้อบ้านให้เข้ากับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและอนาคต

การตั้งงบซื้อบ้านที่ดีไม่ควรดูเพียงสถานะทางการเงินในวันที่กำลังจะซื้อ แต่ควรคิดถึงชีวิตในอีกหลายปีข้างหน้าด้วย เพราะรายได้และค่าใช้จ่ายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การแต่งงาน การมีบุตร การเปลี่ยนงาน การซื้อรถ หรือการดูแลสมาชิกในครอบครัว หากตั้งค่างวดบ้านไว้สูงจนไม่มีพื้นที่ให้กับเป้าหมายเหล่านี้ อาจทำให้การเงินในอนาคตขาดความยืดหยุ่น ดังนั้นการเลือกบ้านที่เหมาะสมจึงควรเป็นการสร้างความมั่นคง ไม่ใช่เพิ่มภาระจนต้องใช้ชีวิตแบบจำกัดค่าใช้จ่ายตลอดเวลา

เผื่อเงินสำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านควรพิจารณาว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รายได้ลดลงชั่วคราวจะยังสามารถชำระค่างวดและค่าใช้จ่ายจำเป็นได้หรือไม่ เงินสำรองจึงเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนซื้อบ้าน เพราะช่วยสร้างกันชนทางการเงินในช่วงที่เกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่หลายรายการพร้อมกันในช่วงที่เริ่มผ่อนบ้าน เพื่อไม่ให้ภาระรายเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เลือกบ้านให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์มากกว่าดูจากขนาดเพียงอย่างเดียว

บ้านที่ราคาสูงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะตอบโจทย์ชีวิตได้ดีกว่าเสมอไป การเลือกทำเล ขนาดพื้นที่ จำนวนห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกควรสัมพันธ์กับการใช้งานจริง หากสมาชิกในครอบครัวมีจำนวนน้อย บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นอาจทำให้ต้องรับภาระค่างวดและค่าดูแลรักษามากขึ้น ขณะที่บ้านที่อยู่ใกล้สถานที่ทำงานหรือระบบขนส่งอาจช่วยลดค่าเดินทางในแต่ละเดือนและทำให้ต้นทุนการอยู่อาศัยโดยรวมเหมาะสมขึ้น

เช็กความพร้อมก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน

  • มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอและสามารถตรวจสอบได้
  • รู้จำนวนหนี้สินและค่าใช้จ่ายประจำของตัวเองอย่างชัดเจน
  • มีเงินเก็บสำหรับค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการซื้อบ้าน
  • ยังมีเงินสำรองหลังจากจ่ายเงินดาวน์หรือค่าใช้จ่ายก้อนแรก
  • ประเมินแล้วว่าสามารถรับค่างวดบ้านได้แม้มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มขึ้น
  • เลือกช่วงราคาบ้านที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินในอนาคต

สรุปแนวทางตั้งงบซื้อบ้านให้ไม่กระทบคุณภาพชีวิต

การตั้งงบซื้อบ้านให้เหมาะกับรายได้และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันควรเริ่มจากการรู้สถานะทางการเงินของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แล้วจึงกำหนดค่างวดที่สามารถรับผิดชอบได้จริง จากนั้นจึงย้อนกลับไปหาช่วงราคาบ้านที่เหมาะสม พร้อมเตรียมเงินดาวน์ ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน และเงินสำรองให้เพียงพอ วิธีคิดเช่นนี้ช่วยให้การซื้อบ้านไม่ได้จบเพียงวันที่ได้รับกุญแจ แต่ยังสามารถใช้ชีวิตหลังจากนั้นได้อย่างมีความมั่นคง การเลือกบ้านที่เหมาะกับกำลังซื้อจึงไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านที่แพงที่สุดหรือใหญ่ที่สุด แต่ควรเป็นบ้านที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยยังมีเงินสำหรับใช้ชีวิต ออมเงิน และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างสมดุล

error: Content is protected !!
Scroll to Top